การดูแลผิวพรรณให้มีสุขภาพดีและเปล่งประกายอย่างยั่งยืนนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำความเข้าใจว่า สกินแคร์คืออะไร และมีบทบาทอย่างไรต่อผิวพรรณในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในท้องตลาดมีความหลากหลายอย่างมาก จนทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าสกินแคร์ มีอะไรบ้าง และควรเลือก ใช้อะไร เพื่อให้สามารถบำรุงผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การเลือกครีมสกินแคร์หรือเบสิคสกินแคร์ที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นสร้างแบรนด์ตัวเองอีกด้วย บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Skincare เพื่อให้คุณเลือกใช้และพัฒนาสูตรได้อย่างมืออาชีพ
Key Takeaways
- สกินแคร์ คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และดูแลผิวพรรณที่มีคุณสมบัติช่วยรักษา ฟื้นฟู รวมถึงปกป้องผิวจากมลภาวะและปัญหาผิวต่าง ๆ
- การทำความเข้าใจว่าสกินแคร์ มีอะไรบ้าง จะช่วยให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้อย่างเหมาะสมตามวัตถุประสงค์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล
- การเริ่มต้นดูแลผิวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มต้นจากเบสิคสกินแคร์ (Basic Skincare) ได้แก่ การทำความสะอาด การบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และการปกป้องผิวจากแสงแดด
สารบัญบทความ
- สกินแคร์ มีอะไรบ้าง แบ่งตามหน้าที่หลักของสกินแคร์
- รวม 10 ประเภทของสกินแคร์ มีอะไรบ้าง?
- สภาพผิวมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับสกินแคร์แบบไหน
- ผลิตสกินแคร์แบรนด์ตัวเองอย่างเหนือระดับร่วมกับ Derma Innovation
- คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
สกินแคร์ มีอะไรบ้าง แบ่งตามหน้าที่หลักของสกินแคร์
การจัดหมวดหมู่ตามหน้าที่การทำงานของสกินแคร์ คือวิธีที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่าสกินแคร์คืออะไร และแต่ละตัวช่วยบำรุงผิวหน้าอย่างไร โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหน้าที่หลักดังนี้
- สกินแคร์ทำความสะอาด : ทำหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรก คราบเครื่องสำอาง ความมันส่วนเกิน และมลภาวะออกจากผิวหน้า เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาสิวและผิวหมองคล้ำ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ได้แก่เมคอัพรีมูฟเวอร์ และคลีนเซอร์ รูปแบบต่าง ๆ
- สกินแคร์เตรียมผิวและบำรุงผิว : ทำหน้าที่ปรับสมดุลค่า pH เติมความชุ่มชื้น และส่งผ่านสารบำรุงเข้มข้นเข้าสู่ชั้นผิว เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เรียบเนียน และกระจ่างใส ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โทนเนอร์, เอสเซนส์, เซรั่ม, อีมัลชั่น, โลชั่น และครีมสกินแคร์
- สกินแคร์ปกป้องผิว : ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังผิวจากรังสี UV แสงแดด และอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของริ้วรอยก่อนวัยและความหมองคล้ำ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้คือกันแดดประเภทต่าง ๆ ที่ผสมสารกันแดดที่มีประสิทธิภาพ
- สกินแคร์ดูแลเฉพาะจุด : ทำหน้าที่รักษาและฟื้นฟูปัญหาผิวเฉพาะอาการอย่างตรงจุด เช่นการรักษาสิว รอยดำ รอยแดง หรือริ้วรอยรอบดวงตา ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้แก่ผลิตภัณฑ์แต้มสิวและอายครีม
รวม 10 ประเภทของสกินแคร์ มีอะไรบ้าง?

เพื่อให้เห็นภาพรวมของเครื่องสำอาง มีอะไรบ้างในกลุ่มของ Skincare เรามารู้จักกับ 10 ประเภทผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในท้องตลาด ที่มีเนื้อสัมผัสและคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปดังนี้
1. เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover)
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดคราบเครื่องสำอาง สิ่งสกปรก และครีมกันแดดชนิดกันน้ำออกจากผิวหน้า มีทั้งรูปแบบคลีนซิ่งวอเตอร์ (Cleansing Water) คลีนซิ่งออยล์ (Cleansing Oil) และคลีนซิ่งบาล์ม (Cleansing Balm) โดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับปริมาณเมคอัพและสภาพผิวเพื่อลดการอุดตัน
2. คลีนเซอร์ (Cleanser)
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเนื้อต่าง ๆ เช่นเจล, โฟม, มูส หรือสบู่เหลว ใช้หลังจากเช็ดเมคอัพเรียบเนียนแล้ว เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้าอย่างหมดจด คลีนเซอร์ที่ดีควรทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำลายน้ำมันตามธรรมชาติจนผิวแห้งตึง
3. โทนเนอร์ (Toner)
สกินแคร์เนื้อเหลวใสคล้ายน้ำ ใช้เป็นขั้นตอนแรกหลังการล้างหน้า มีหน้าที่หลักในการปรับสมดุลค่า pH ของผิว ขจัดสิ่งสกปรกตกค้างในรูขุมขน และช่วยเตรียมผิวให้พร้อมเปิดรับการบำรุงจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในขั้นตอนต่อไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
4. เอสเซนส์ (Essence)
เอสเซนส์ (Essence) หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า “น้ำตบ” มีเนื้อสัมผัสที่บางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว เน้นการเติมเต็มความชุ่มชื้นล้ำลึกสู่ชั้นผิวภายนอก มักมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติหรือยีสต์ เพื่อช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและเปล่งปลั่ง
5. เซรั่ม (Serum)
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อบางเบาแต่มีความเข้มข้นของสารสำคัญ (Active Ingredients) สูงมาก โมเลกุลมีขนาดเล็กทำให้สามารถซึมลึกเข้าแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด เช่นเซรั่มลดริ้วรอย หรือเซรั่มผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของ AHA คือสารสกัดที่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส
6. อีมัลชั่น (Emulsion)
โลชั่นเนื้อน้ำนมที่มีความหนืดน้อยกว่าครีม บำรุงผิวได้ดีโดยไม่เหนียวเหนอะหนะ มีส่วนผสมของน้ำมันในปริมาณที่พอเหมาะ ทำหน้าที่ล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นบน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสมที่ต้องการความชุ่มชื้นแต่ไม่ชอบความหนักผิว
7. โลชั่น (Lotion)
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีเนื้อสัมผัสกึ่งเหลว ซึมซาบง่ายกว่าเนื้อครีมทั่วไป เหมาะสำหรับการเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวในสภาพอากาศร้อนชื้น มักแต่งเติมกลิ่นน้ำหอมเพื่อเพิ่มความผ่อนคลายในขณะที่ทาบำรุงผิว
8. ครีม (Cream)
เนื้อสัมผัสมีความเข้มข้นและมีความหนืดสูงสุด เนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำมันค่อนข้างมาก ทำหน้าที่สร้างเกราะกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้ยาวนานที่สุด ถือเป็นผลิตภัณฑ์ความงามชิ้นสำคัญสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งหรือผู้ที่ต้องนอนในห้องปรับอากาศ
9. ผลิตภัณฑ์แต้มสิว (Spot Treatment)
สกินแคร์ประเภทรักษาเฉพาะจุด มีทั้งรูปแบบเจล ครีม หรือโคลน มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ และช่วยให้สิวแห้งยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยจะทาเฉพาะบริเวณที่เป็นสิวเท่านั้น ไม่ทาทั่วทั้งใบหน้า
10. กันแดด (Sunscreen)
เบสิคสกินแคร์ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดในทุกวัน ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย มีให้เลือกทั้งสูตรเนื้อครีม, เนื้อเจล, และเนื้อน้ำนม
สภาพผิวมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับสกินแคร์แบบไหน

การเลือกลงสกินแคร์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณจำเป็นต้องทราบว่าสกินแคร์คืออะไร และเลือกให้สอดคล้องกับสภาพผิวของคุณ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลักดังต่อไปนี้
- ผิวธรรมดา (Normal Skin) : เป็นผิวที่มีความสมดุล ไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป รูขุมขนกระชับ ผิวประเภทนี้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้หลากหลายรูปแบบ ควรเน้นการรักษาความสมดุลและเติมความชุ่มชื้นทั่วไป
- ผิวแห้ง (Dry Skin) : ผิวมีลักษณะแห้งตึง ลอก เป็นขุยง่าย และเกิดริ้วรอยได้ง่าย เนื่องจากขาดน้ำมันเคลือบผิว ควรเลือกใช้ครีมสกินแคร์ที่มีความเข้มข้นสูง เนื้อครีมหนา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) เพื่อกักเก็บน้ำในผิว
- ผิวมัน (Oily Skin) : ผิวมีการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ทำให้หน้าเยิ้มและรูขุมขนกว้าง เสี่ยงต่อการเกิดสิวอุดตันง่าย ควรเลือกสกินแคร์ที่เป็นเนื้อเจล เนื้อเซรั่ม หรือสูตรปราศจากน้ำมัน (Oil-Free) ที่บางเบาและซึมซาบเข้าผิวได้เร็ว
- ผิวผสม (Combination Skin) : มีความมันบริเวณทีโซน (T-Zone : หน้าผาก จมูก คาง) แต่จะแห้งบริเวณแก้ม ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปรับสมดุลผิวได้ดี หรือเลือกใช้สกินแคร์เนื้อบางเบาในบริเวณที่มัน และใช้เนื้อครีมเข้มข้นเฉพาะบริเวณที่แห้ง
- ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin) : ผิวเกิดการระคายเคือง แดง หรือคันได้ง่ายเมื่อสัมผัสสารเคมี ควรเลือกผลิตภัณฑ์ความงาม สูตรอ่อนโยนเป็นพิเศษ (Hypoallergenic) ปราศจากแอลกอฮอล์ พาราเบน และน้ำหอม เพื่อความปลอดภัยของผิว
สกินแคร์ มีอะไรบ้าง? วางแผนผลิตสกินแคร์แบรนด์ตัวเองร่วมกับ Derma Innovation
เมื่อคุณทราบแล้วว่าสกินแคร์มีอะไรบ้าง และเห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว การเริ่มต้นสร้างแบรนด์ตัวเองจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม หากคุณกำลังมองหาโรงงานผลิตครีมที่ได้มาตรฐานระดับสากล บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและครีมสกินแคร์นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยมาตรฐาน GMP มั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด
- บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด
- 111/1 หมู่ 4 ซ.แจ้งวัฒนะ 19 ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
- วัน-เวลาเปิดทำการ : จ.-ศ. 09:00-18:00 น. (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์)
- โทร : 02 962 3223, 02 962 2177, 02 962 2442
- Hotline : 095-982-9444
- E-mail : Sales@derma-innovation.com
- ติดต่อฝ่ายจัดซื้อ 02-046-6223
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ลำดับการลงสกินแคร์ที่ถูกต้อง ควรเริ่มจากอะไรก่อน?
ควรเริ่มต้นลงสกินแคร์จากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบาใสเหลวและซึมซาบง่ายที่สุด ไปหาเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นเหนียวข้นสูงสุด โดยเรียงลำดับจาก โทนเนอร์, เอสเซนส์, เซรั่ม, อีมัลชั่น, ครีมบำรุง และปิดท้ายด้วยครีมกันแดดเสมอในตอนเช้า
อยากทำแบรนด์สกินแคร์ ควรผลิตสินค้าตัวไหนก่อน?
มือใหม่ควรเริ่มต้นสร้างแบรนด์จากเบสิคสกินแคร์ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้เป็นประจำทุกวัน และมีอัตราการซื้อซ้ำสูง เช่นคลีนเซอร์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน เซรั่มบำรุงผิวหน้าเพื่อความกระจ่างใส หรือครีมกันแดดเนื้อบางเบา ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายที่สุด
หากอยากสร้างแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง เลือกโรงงานแบบไหนดี?
ควรเลือกโรงงานผลิตครีมที่สะอาด ปลอดภัย มีมาตรฐานสากลรองรับอย่างชัดเจน เช่น GMP, ISO และ HALAL พร้อมทั้งมีบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ตั้งแต่การวิจัยพัฒนาสูตร การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงขั้นตอนการจดแจ้ง อย. อย่างถูกต้อง