ทําแบรนด์ลิปสติกลงทุนเท่าไหร่

เจาะลึกงบประมาณทำแบรนด์ลิปสติกใช้เงินลงทุนเท่าไหร่?

การเริ่มต้นสร้างธุรกิจบิวตี้ โดยเฉพาะการทำแบรนด์ลิปสติก เป็นหนึ่งในโมเดลธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงและมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทว่าคำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการใหม่จำเป็นต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการคือ “ทำแบรนด์ลิปสติกลงทุนเท่าไหร่?” และมีค่าใช้จ่ายแฝงส่วนใดบ้างที่ต้องนำมาคำนวณในแผนธุรกิจ

เนื่องจากการผลิตเครื่องสำอางในปัจจุบันมีทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่การเลือกสูตรมาตรฐาน (Standard Formula) ไปจนถึงการพัฒนาสูตรใหม่ (Exclusive Formula) ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนเริ่มต้นโดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นต่ำในการผลิต (MOQ) ค่าพัฒนาสูตร ค่าบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนค่าดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้วางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด


Key Takeaways 

  • การลงทุนเริ่มต้นสำหรับการผลิตลิปสติกผ่านโรงงาน OEM ในปัจจุบัน มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นต่ำในการผลิต (MOQ) และประเภทของสูตรลิปสติกที่เลือกใช้
  • ทําแบรนด์ลิปสติก ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะไม่ได้อยู่แค่ค่าเนื้อผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงค่าพัฒนาสูตร ค่าบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ค่าออกแบบโลโก้ ค่าจดแจ้ง อย. และงบประมาณสำหรับการทำการตลาด
  • สำหรับผู้เริ่มต้นทําแบรนด์ลิปสติก การเลือกใช้สูตรมาตรฐานของโรงงาน (Standard Formula) จะช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงได้ดีกว่าการวิจัยพัฒนาสูตรใหม่ (Exclusive Formula) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานานกว่า
  • ยิ่งสั่งผลิตในปริมาณที่มาก (High Volume) ต้นทุนทําแบรนด์ลิปสติกต่อชิ้นจะยิ่งต่ำลง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำกำไร (Margin) และตั้งราคาขายในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สารบัญบทความ


อยากทําแบรนด์ลิปสติก ลงทุนเท่าไหร่?

เปรียบเทียบงบประมาณและต้นทุนการทำแบรนด์ลิปสติก

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนและต้องการประเมินว่าการ ทําแบรนด์ลิปสติกลงทุนเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสม การทำความเข้าใจโครงสร้างราคาขั้นต่ำของเนื้อลิปสติกแต่ละรูปแบบถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากฐานราคาในการคำนวณของโรงงานจะแปรผันไปตามประเภทของเนื้อสัมผัส สารสกัดที่ใช้ และเทคโนโลยีการผลิต การคัดเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน OEM จะช่วยให้ควบคุมต้นทุนส่วนนี้ได้ โดยมีรายละเอียดงบประมาณเริ่มต้นแยกตามไลน์ผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้

กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงและฟื้นฟูเรียวปาก (Lip Care & Treatment)

  • สูตรลิปบาล์มเน้นความชุ่มชื้น : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 3,500 บาท
  • สูตรลิปออยล์บำรุงล้ำลึกเพิ่มความเงางาม : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 3,000 บาท

กลุ่มผลิตภัณฑ์เติมสีสันและสร้างมิติ (Lip Color & Texture)

  • สูตรลิปทินท์เนื้อเบาสบายติดทน : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 2,100 บาท
  • สูตรลิปกลอสฉ่ำวาวเพิ่มความอวบอิ่ม : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 3,000 บาท
  • สูตรลิปกลอสเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ (Magic Gloss) : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 2,100 บาท
  • สูตรลิปสติกเนื้อแมตต์เม็ดสีแน่นคุมความมัน : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 5,000 บาท
  • สูตรลิปเนื้อเมทัลลิกประกายมุกสุดชิค : งบประมาณเริ่มต้นคิดเป็นกิโลกรัมละ 5,250 บาท

การแบ่งสัดส่วนงบประมาณตามประเภทเช่นนี้ จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายในการ ผลิตลิปสติก แบรนด์ตัวเอง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้สามารถเลือกจับคู่เนื้อผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายรวมถึงวงเงินที่ตั้งไว้สำหรับการ ทําแบรนด์ลิปสติก ในล็อตแรกได้อย่างแม่นยำ


อยากทำแบรนด์ลิปสติก ต้องเริ่มอย่างไร?

ขั้นตอนการเริ่มต้นทำแบรนด์ลิปสติก

การเริ่มทำแบรนด์ลิปสติกไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด บทความนี้ทาง Derma Innovation จะมาแนะนำขั้นตอนการสร้างแบรนด์ลิปสติกของตัวเองสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. วิจัยตลาด

การวิจัยตลาดก่อนเริ่มทําแบรนด์ลิปสติก เป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้เข้าใจตลาดได้อย่างลึกซึ้ง และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการรู้ว่าควรทําแบรนด์ลิปสติก ลงทุนเท่าไหร่ให้คุ้มค่า การวิจัยตลาดเบื้องต้นที่ต้องทำมีดังนี้

  • กำหนดวัตถุประสงค์: ลองเริ่มต้นจากคำถามว่า “อยากให้แบรนด์ลิปสติกเป็นอย่างไร?” เพื่อเป็นแนวทาง หรืออาจใช้กลยุทธ์ SMART เช่น การกำหนดว่าภายใน 1 ปี จะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 20% โดยการเปิดช่องทางการขายออนไลน์และจัดกิจกรรมโปรโมตผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ระบุเป้าหมายผู้บริโภค: แบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นข้อมูลประชากร (อายุ/เพศ) พฤติกรรมการบริโภค และจิตวิทยา พร้อมสร้าง Buyer Persona หรือลูกค้าในอุดมคติขึ้นมา เช่น ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-35 ปี ที่ใส่ใจเรื่องความสวยความงาม ชอบแต่งหน้าสไตล์ธรรมชาติ เป็นต้น
  • ศึกษาคู่แข่ง: รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ลิปสติกที่เป็นคู่แข่ง ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร ราคาอยู่ที่ระดับใด กลุ่มเป้าหมายคือใคร เพื่อศึกษาการตอบรับของผู้บริโภคสำหรับนำมาพัฒนาการผลิตเครื่องสำอาง แบรนด์ตัวเอง
  • วิเคราะห์เทรนด์ของตลาดลิปสติก: การทำความเข้าใจเทรนด์สี เนื้อสัมผัส ส่วนผสม และรูปแบบการตลาดที่กำลังเป็นที่นิยม จะช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที

2. รวบรวมไอเดีย

การรวบรวมไอเดียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สีสันหรือเนื้อสัมผัสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ชื่อแบรนด์การออกแบบบรรจุภัณฑ์และการสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

วิธีการรวบรวมไอเดียมีหลากหลายวิธี เช่น การทำ Mind Map เพื่อเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้วางแผนว่าต้องการทําแบรนด์ลิปสติก ลงทุนเท่าไหร่ การคำนวณต้นทุนแปรผันตามไอเดียแพ็กเกจจิ้งและรูปแบบผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนนี้จะช่วยให้ควบคุมงบประมาณในการสร้างแบรนด์ลิปสติกได้ง่ายขึ้น

3. พัฒนาสูตรและเลือกส่วนผสมเฉพาะตัว

ขั้นตอนสำคัญของการผลิตลิปสติกแบรนด์ตัวเอง คือการเลือกประเภทลิปสติกที่นิยมในตลาด เช่น ลิปแมตต์, ลิปกลอส, ลิปทินท์, หรือติดต่อโรงงานผลิตลิปบาล์ม เพื่อพัฒนาสูตรบำรุงเฉพาะตัว และการชูจุดเด่นเรื่องส่วนผสม เช่น ออร์แกนิค, Vegan, สารบำรุง หรือความติดทนยาวนาน เพื่อสร้างความแตกต่างและกำหนดทิศทางว่าการ ทําแบรนด์ ลิปสติก รวมถึงการคิดค้นสูตรเพื่อ ทําลิปสติก แบรนด์ตัวเอง จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดใดเป็นหลัก

4. หาโรงงานผลิตลิปสติกที่มีมาตรฐาน

การเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ตอบโจทย์จะช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าการ ทําแบรนด์ ลิปสติก ได้มาตรฐานคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการผลิตหรือการเลือกวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม เพราะโรงงานที่เชื่อถือได้จะสามารถจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน พร้อมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่สนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ได้อย่างมั่นคง

โรงงาน OEM/ODM ที่ดีควรมีใบรับรองเหล่านี้:

  • การรับรองแนวทางปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP): ช่วยให้แน่ใจว่าผู้ผลิตปฏิบัติตามแนวทางและมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการผลิต การทดสอบ และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ลิปสติกได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • การรับรอง ISO : รับรองว่าผู้ผลิตได้นำระบบการจัดการคุณภาพที่ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสากลมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการผลิตตามมาตรฐานคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ
  • การลงทะเบียนกับ FDA : สำหรับผู้ที่ต้องการผลิตลิปสติกแบรนด์ตัวเอง ควรมองหาผู้ผลิตที่ลงทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาล

5. การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และหากลุ่มตัวอย่าง

ความสำคัญของการส่งตัวอย่างให้กลุ่มเป้าหมายหรือคนรอบข้างทดลองใช้ เพื่อประเมินเรื่องเนื้อสัมผัส กลิ่น ความเพี้ยนของสีเมื่อทาบนริมฝีปากจริง และการทดสอบการแพ้ ก่อนที่จะสั่งผลิตล็อตใหญ่ เป็นขั้นตอนที่ช่วยการันตีความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจสั่งผลิตจริง

6. ขอใบอนุญาต

การขอใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ธุรกิจถูกกฎหมายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ กระบวนการขอใบอนุญาตอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การยื่นขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทย โรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตลิปสติกแบรนด์ตัวเอง มักจะมีทีมงานที่สามารถช่วยเหลือและยื่นเอกสารให้กับลูกค้าได้

7. กลยุทธ์ทางการตลาด

หลังจากได้ผลิตภัณฑ์ลิปสติกที่สมบูรณ์แบบแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ การวางกลยุทธ์การตลาดที่ดีจะช่วยเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายมาเป็นยอดขาย และขับเคลื่อนให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • เลือกช่องทางต่าง ๆ ที่เหมาะสม อาจจะมีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยช่องทางออนไลน์ที่สำคัญสำหรับแบรนด์ลิปสติก ได้แก่ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์ความงามและเครื่องสำอาง
  • โปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นยอดขายและสร้างความสนใจให้กับลูกค้า การใช้ส่วนลด หรือข้อเสนอพิเศษ เช่น “ซื้อ 1 แถม 1” หรือ “ลด 20% สำหรับการซื้อครั้งแรก” จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่และกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ
  • สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การรักษาลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำสำคัญไม่แพ้การหาลูกค้าใหม่ การทำโปรแกรมสมาชิก หรือระบบสะสมแต้ม เป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ และยังช่วยสร้างความภักดีให้กับแบรนด์
  • วิเคราะห์ผลและปรับปรุงกลยุทธ์ การเก็บข้อมูลจากการขาย การติดตามผลของแคมเปญโปรโมชัน และการตรวจสอบผลตอบรับจากลูกค้าจะช่วยให้คุณรู้ว่ากลยุทธ์ไหนที่ได้ผลและกลยุทธ์ไหนที่ต้องปรับปรุง รวมถึงการประเมินความพึงพอใจของลูกค้า ผ่านการสำรวจหรือการสอบถามลูกค้าโดยตรง

8. บริหารความเสี่ยงและวางแผนทางการเงิน

การเปิดแบรนด์ลิปสติกไม่ได้มีแค่ค่าเนื้อลิปและค่าแท่งที่จ่ายให้โรงงานเท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่ายแฝงด้านอื่น ๆ ที่ต้องวางแผนควบคู่กัน เพื่อป้องกันปัญหางบประมาณบานปลาย โดยแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลักดังนี้

  • ค่าผลิตสินค้า (Production Cost): ค่าเนื้อลิปสติก ค่าสารสกัดพิเศษ และค่าแท่ง/บรรจุภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการบรรจุและซีลพลาสติกจากโรงงาน
  • ค่าออกแบบและสร้างแบรนด์ (Design & Branding): ค่าจ้างออกแบบโลโก้ ดีไซน์ลายสกรีนบนแท่งลิป และการออกแบบกล่องกระดาษภายนอก
  • ค่าดำเนินการทางกฎหมาย (Regulatory Fee): ค่าธรรมเนียมการยื่นขอเลขจดแจ้ง อย. เพื่อให้สินค้าจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย
  • งบประมาณการตลาด (Marketing Cost): ค่าจ้าง Influencer/Blogger เพื่อรีวิวสินค้า ค่าถ่ายภาพโปรโมต/Swatch สีลิปสติก และงบประมาณสำหรับยิงโฆษณาออนไลน์
  • ค่าขนส่งและระบบคลังสินค้า (Logistics & Operation): ค่าส่งสินค้าจากโรงงานมาที่จัดเก็บ ค่ากล่องพัสดุและอุปกรณ์แพ็กของ และค่าจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้า

เลือกโรงงานทําแบรนด์ลิปสติก ควรพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง?

การคัดเลือกโรงงานเพื่อเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการสร้างแบรนด์ลิปสติก ไม่ใช่แค่วัดกันที่ราคาถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาผ่าน 4 เกณฑ์สำคัญเพื่อปกป้องธุรกิจของคุณไม่ให้เสี่ยงต่อความล้มเหลว

  • การตรวจสอบสายการผลิตย้อนหลังและใบรับรอง: โรงงานต้องผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO และ GMP ควบคู่ไปกับความโปร่งใสในกระบวนการผลิต ให้เราเข้าตรวจสอบสถานที่จริงได้ มีเอกสารรับรองความปลอดภัยวัตถุดิบ (COA) และมีบริการดำเนินการยื่นเอกสารจดแจ้ง อย. ถูกต้อง
  • นวัตกรรมเนื้อสัมผัสและเทคโนโลยีการล็อกเม็ดสี (Pigment Technology): โรงงานที่คุณเลือกควรมีแล็บและนักวิจัยที่ก้าวทันเทรนด์โลก พัฒนาเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ไปจนถึงการผสมผสานไฮยาลูรอนหรือสารบำรุงล้ำลึก โดยที่สียังคงคมชัด ติดทนนาน และไม่ทำให้ริมฝีปากดำคล้ำ
  • ระบบจัดการบรรจุภัณฑ์และบริการประกอบสินค้าแบบจุดเดียวจบ: ควรเลือกโรงงานที่มีบริการ Match เทสระหว่างสูตรลิปสติกกับตัวแท่งมาให้เสร็จสรรพ มีการทดสอบความคงตัว (Stability Test) ในสภาวะความร้อนของเมืองไทย และช่วยดูแลงานออกแบบกล่องไปจนถึงซีลพลาสติกเรียบร้อย
  • การประเมินงบประมาณ อัตราขั้นต่ำ (MOQ) และการเติบโตในอนาคต: เลือกโรงงานที่มีเงื่อนไขจำนวนการผลิตขั้นต่ำที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกระแสเงินสด เพื่อทดลองตลาดในล็อตแรกก่อน และต้องมีกำลังการผลิตที่มากพอจะรองรับการขยายตัวในอนาคตได้ทันที

ทําแบรนด์ลิปสติกจากไอเดียสู่ความสำเร็จ ทีมงานมืออาชีพ ไว้ใจ Derma Innovation

ทำไมผู้ประกอบการยุคใหม่และบิวตี้บล็อกเกอร์มากมาย จึงเลือกไว้วางใจให้เราดูแลการทําลิปสติกแบรนด์ตัวเอง? นี่คือสิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อเลือก Derma Innovation เป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ

  • ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตระดับสากล: เราคือโรงงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรับผลิตเครื่องสำอางภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดอย่าง ASEAN GMP, ISO และ Halal เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีการล็อกเม็ดสีที่คมชัด เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม เบาสบายปาก และไร้สารเคมีอันตราย
  • ทีมวิจัย R&D ระดับมืออาชีพ: ทีมวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางของเราพร้อมแกะสูตร คัดสรรสารสกัดนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเสิร์ฟให้คุณเลือกจนกว่าจะพึงพอใจ
  • บริการแบบ One-Stop Service ดูแลครบจบในที่เดียว: เราดูแลตั้งแต่การวิจัยพัฒนาสูตร, การจัดหาบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและ Match เข้ากับเนื้อลิปได้อย่างลงตัว, บริการออกแบบโลโก้และดีไซน์ Artwork โดยทีมกราฟิกมืออาชีพ ไปจนถึงการดำเนินการยื่นจดแจ้ง อย. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย 
  • ที่ปรึกษาทางการตลาด พร้อมดันแบรนด์ให้เติบโต: Derma Innovation ไม่ใช่แค่โรงงานผลิตลิปสติกที่รับจ้างผลิตแล้วจบไป แต่เรามีทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจที่เข้าใจ Insight ของตลาดบิวตี้ คอยให้คำแนะนำเรื่องการตั้งราคา การเลือกช่องทางจัดจำหน่าย และการวางกลยุทธ์การตลาด

ทําแบรนด์ลิปสติกลงทุนเท่าไหร่ ปรึกษาได้ที่ Derma Innovation

การทําแบรนด์ลิปสติกให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การมีไอเดียหรือสีสันที่สวยงามเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการมีพาร์ทเนอร์ร่วมธุรกิจที่ได้มาตรฐานและพึ่งพาได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยตลาด การพัฒนาสูตรเฉพาะตัว ไปจนถึงการเลือกโรงงานผลิตที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและบริการที่ครอบคลุมแบบจุดเดียวจบ

หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นธุรกิจทำเงิน Derma Innovation พร้อมเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะอยู่เคียงข้างคุณ ด้วยทีมงานมืออาชีพและบริการ One-Stop Service ที่จะช่วยเนรมิตลิปสติกคุณภาพพรีเมียม ปลอดภัย และโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ของคุณสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและสง่างาม

  • บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด
  • 111/1 หมู่ 4 ซ.แจ้งวัฒนะ 19 ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
  • วัน-เวลาเปิดทำการ : จ.-ศ. 09:00-18:00 น. (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์)
  • โทร : 02 962 3223, 02 962 2177, 02 962 2442
  • Hotline : 095-982-9444
  • E-mail : Sales@derma-innovation.com
  • ติดต่อฝ่ายจัดซื้อ 02-046-6223

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ไม่มีประสบการณ์และไม่มีสูตรของตัวเอง ทำแบรนด์ลิปสติกได้ไหม?

ทำได้ ผู้ประกอบการระดับร้อยล้านในปัจจุบันหลายคนต่างก็เริ่มต้นจากศูนย์ และไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางมาก่อนเช่นกัน ที่ Derma Innovation มีความพร้อมเพื่อรองรับมือใหม่ไว้อย่างครบวงจร โดยไม่ต้องกังวลใจในเรื่องเหล่านี้ เรามีสูตรมาตรฐานระดับพรีเมียมให้เลือกสรร พร้อมทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant) มืออาชีพ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

การขอใบอนุญาตและการจดแจ้ง อย. ใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการอนุมัติจากระบบ อย. จะอยู่ที่ประมาณ 3 – 7 วันทำการ (ไม่รวมระยะเวลาจัดเตรียมและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนยื่นระบบ) 

หากเลือกดำเนินงานร่วมกับ Derma Innovation ปัญหานี้จะไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องกังวล เนื่องจากมีทีมงานฝ่ายกฎหมายและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ (Regulatory Affairs) คอยดูแลจัดการระบบให้แบบครบวงจร (One-Stop Service) ตั้งแต่ตรวจเช็คสารสกัด ตรวจสอบความถูกต้องของคำโปรยโฆษณาบนกล่อง ไปจนถึงการยื่นขอเลขจดแจ้ง อย. อย่างถูกต้องแม่นยำ

จำนวนผลิตขั้นต่ำในการเริ่มต้นทำแบรนด์ลิปสติกส่วนใหญ่เริ่มที่กี่ชิ้น?

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการบริหารงบประมาณ Derma Innovation มีข้อเสนอและเงื่อนไขจำนวนการผลิตขั้นต่ำที่ยืดหยุ่น เริ่มต้นที่ 1,000 ชิ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและป้องกันปัญหาเงินจมไปกับสต็อกสินค้าในล็อตแรก อีกทั้งยังมีทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจคอยช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตและวางแผนงบประมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมขยายกำลังการผลิตได้อย่างไร้รอยต่อเมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น